กลุ่มอุตฯ สานฝันดันไทยเมดดิคัลฮับ ดึงอุตฯ พัฒนาธุรกิจลดนำเข้า
กลุ่มอุตสาหกรรมรวมตัวสร้างอาณาจักรยาไทยป้อนในประเทศ และขยายสู่อาเซียน ดันไทยสู่เมดดิคัล ฮับยกระดับการผลิตลงทุนกว่า 100-800 ล้านบาท สร้างมาตรฐานPIC/Sเทียบเท่ายานอกมาตรฐานโลก เผยตั้งเป้าสร้างความมั่นคงทางยา ลดพึ่งพานำเข้ายานอก ใช้ยาไทยทดแทนเพิ่มจาก 35% เป็น 50% ภายใน 5 ปี เผยผู้ผลิตไทยเตรียมผลิตยาสิทธิบัตรป้อนตลาดแทนแทนนำเข้า โดยเฉพาะมะเร็ง สูญเงินนำเข้ามากกว่าหมื่นล้าน หรือ 80% ในตลาด

ภก.สุรชัย เรืองสุขศิลป์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึง การส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมยาในไทยให้ก้าวสู่ความเป็นศูนย์กลางด้านการรักษาพยาบาล (เมดดิคัล ฮับ)ว่า เมืองไทยมีการพัฒนาอุตสาหกรรมมายาวนาน จนกระทั่งมีการยกระดับอุตสาหกรรมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 มีการลงทุนครั้งใหญ่ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท จนถึงสูงสุดถึง 800 ล้านบาทต่อโรงงาน เพื่อปรับปรุงเครื่องจักร มาตรฐานการผลิต ยกระดับมาตรฐานยาของให้เท่าเทียมกับมาตรฐานยุโรป PIC/S ซึ่งเป็นมาตรฐานกำหนดที่ทั่วโลกยอมรับ แต่สิ่งที่ต้องดำเนินการต่อเนื่อง คือการลดการนำเข้ายาในต่างประเทศ ที่ตลาดยาทั้งประเทศมีมูลค่าถึง 1 แสนล้านบาทต่อปี มีการนำเข้ายาจากต่างประเทศถึง 65% มีการผลิตภายในประเทศเพียง 35%ดังนั้นภาครัฐ จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบ ส่งเสริมให้เกิดการผลิตภายในประเทศ และยอมรับผู้ผลิตยาและนำยาในประทเศมาใช้เพิ่มขึ้น เพื่อให้บริษัทยาไทยได้เติบโตในประเทศ และขยายไปสู่ภูมิภาค
ทั้งนี้ แนวทางสำคัญคือ ภาครัฐจะต้องมีการปรับปรุงระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างยาในโรงพยาบาลของไทย โดยการเปิดโอกาสโรงพยาบาลของรัฐรับซื้อยาจากบริษัท หากมีการดำเนินการตามแผน คาดว่า จะมีการใช้ยาภายในไทยเพิ่มขึ้น จะช่วยลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศได้ จากเดิมมีการใช้ยาที่ผลิตโดยบริษัทคนไทย 35% เป็น 50% ภายใน 5 ปี เพื่อ ที่จะมีส่วนผลักดันสร้างความมั่นคงทางด้านยาของประเทศ โดยเป้าหมายอันสูงสูงมุ่งหวังจะผลักดันให้เพิ่มสัดส่วนการใช้ยาภายในประเทศเป็น 70% เช่นเดียวกันกับในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
“ยาไทยถือว่ามีการผลิตระดับเวิลด์คลาสมากขึ้น หลังจากมีการปรับตัวลงทุนสูง ให้มีมาตรฐานยุโรป ตั้งแต่ปี 2557 จึงมีคุณภาพการผลิตและความน่าเชื่อถือทัดเทียมกับระดับเวิลด์คลาส ที่ผ่านมามียาราคาถูกจากจีน และอินเดียนำเข้ามาตีตลาดในไทย และมีการจัดซื้อจัดจ้างของโรงพยาบาลใช้ยาจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น จึงทำให้โรงงานยาของไทยมียอดการใช้ยาในประเทศลดลง”
ทั้งนี้การพัฒนาอุตสาหกรรมยา มีส่วนสำคัญที่รองรับให้ไทยก้าวเข้าสู่ศูนย์กลางด้านการรักษาพยาบาล (เมดดิคัล ฮับ) ซึ่งที่ผ่านมาเมืองไทยได้รับการยอมรับในด้านระบบสาธารณสุข ทีมแพทย์ที่มีศักยภาพ รวมถึงโรงพยาบาลที่มีมาตฐาน สิ่งที่ต้องเติบโตควบคู่กัน ก็คือด้านการผลิตยาให้รองรับการสั่งจ่ายยาของแพทย์ ดังนั้นหากโรงพยาบาลมั่นใจการผลิตไทย จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม เพราะคนไทยมีสุขภาพดีขึ้น เข้าถึงยามากขึ้นในราคาที่ยอมรับได้

เผยสูญงบนำเข้ายารักษามะเร็งกว่า1หมื่นล้านต่อปี
ทางด้าน ภญ.ลลนา เสตสุบรรณ นายกสมาคมไทยอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน กล่าวว่า สมาคมฯ มีหน้าที่ส่งเสริม และสนับสนุนการผลิตยาแผนปัจจุบันที่ผลิตในประเทศไทยให้มีคุณภาพตามมาตรฐานทัดเทียมกับผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งยังมีส่วนช่วยยกมาตรฐานของอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบันและส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบันในประเทศไทยให้เพียงพอแก่ความต้องการของประเทศ ซึ่งในปัจจุบันมีการหารือร่วมกันกับกรมทรัพย์สินทางปัญหา เพื่อพิจารณาถึงยาที่มีสิทธิบัตรที่กำลังหมดอายุ และคนไทยสามารถผลิตได้ และประสานงานกับทางผู้ผลิตยาให้นำไปผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า จะมีส่วนสำคัญที่ช่วยทำให้คนไทยเข้าถึงยาในราคาที่คนไทยเข้าถึงยาที่มีราคาสูง โดยเฉพาะยารักษาโรคมะเร็ง ที่ถือว่าเป็นสัดส่วนอัตราการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย
“ได้เตรียมการหารือกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อผลิตยารักษาโรงที่กำลังหมดอายุสิทธิ่บัตร และไทยสามารถผลิตได้เอง เพื่อทดแทนการนำเข้า โดยเฉพาะยารักษาผู้ป่วยมะเร็ง ต้องสูญเสียงบประมาณที่สูงในการนำเข้านับหมื่นล้านบาท หรือสัดส่วน 80% นำเข้า หากมีการผลิตได้ภายในประเทศ จะช่วยเสริมความมั่นคงทางยาในประเทศได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาต่างประเทศจนเกินไป”

องค์การเภสัชฯชูยาไทยเข้มแข็ง รั้งอันดับ5ของโลก
ด้าน ภญ.ปาริชาติ แคล้วปลอดทุกข์ ผู้เชี่ยวชาญ 10 ฝ่ายขาย องค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า สถานการณ์ระบบสาธารณสุขประเทศไทยนั้นได้มีศักยภาพและมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับจากสากล อยู่ในอันดับที่ 5 ของโลก แต่ต้องยอมรับว่าเรายังเป็นประเทศผู้ผลิตยาเองได้น้อย ทั้งๆที่ผู้ผลิตภายในประเทศมีมาตรฐานการผลิตที่สูงและเป็นที่ยอมรับ แต่ด้วยวัตถุดิบในการผลิตยาส่วนใหญ่ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้น หากต้องวางแผนความมั่นคงทางการยา เราเองต้องลดการพึ่งพิงการนำเข้า สร้างศักยภาพและพัฒนาขีดความสามารถในการดำเนินการด้านยาแบบครบวงจร ตั้งแต่ระดับต้นน้ำจนถึงปลายน้ำของประเทศ มุ่งเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเอง ด้วยการวิจัย พัฒนา เทคโนโลยีและนวัตกรรม และการผลิต โดยเฉพาะความสามารถในการวิจัย พัฒนาและผลิต API และยานวัตกรรมและมูลค่าสูง โดยเฉพาะในกลุ่ม Biopharmaceutical ซึ่งขณะนี้ องค์การเภสัชกรรมได้ดำเนินการไปแล้วหลายเรื่อง เช่น เป็นหนึ่งในหลายหน่วยงานที่พัฒนาวัคซีนป้องกันโรคระบาด ร่วมกับภาคเอกชนในการวิจัยและพัฒนายาที่มีความจำเป็น เหล่านี้เป็นต้น

ดึง 390 รายอุตสาหกรรมยาเจรจาธุรกิจเสริมแกร่งความมั่นคงยาไทย
นางสาวรุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ในฐานะผู้จัดงาน “ซีพีเอชไอ เซาท์อีส เอเชีย 2023 (CPHI South East Asia 2023)” กล่าวถึงการจัดงานแสดงสินค้าเทคโนโลยี นวัตกรรมด้านเภสัชภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน (CPHI 2023) ว่า แนวคิดการจัดงานมาจาก “ใจกลางยา ใจกลางเมือง กลางใจคุณ”(CPHI At the heart of Pharma) วางเป้าหมายมุ่งสร้างปรากฏการณ์ภาคอุตสาหกรรมยาในไทยและภูมิภาคฯ แสดงศักยภาพด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี ยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมยาของไทยให้ก้าวขึ้นเทียบเท่าระดับสากล เพราะบริษัทผลิตยาของไทยมีความสามารถในการผลิตยารองรับความต้องการในระดับโลกได้
การจัดงานจึงเป็นการขยายโอกาสทางธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถด้านการผลิตที่แข่งขันได้ในตลาดโลก พร้อมกันกับดึงดูดเม็ดเงินในประเทศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 เป็นการสร้างความมั่นคงทางยา ที่จะช่วยลดการนำเข้าที่ปัจจุบันสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบ 80-90% มาผลิตยา หากมีการสร้างการเติบโตและขยายตัวในตลาด ทั้งในไทยและภูมิภาค จะทำให้ซัพพลายเออร์ต่างประเทศเข้ามาสนใจเจรจาการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมยาในประเทศไทย
“งาน CPHI South East Asia 2023 เป็นความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ร่วมกันผลักดันให้อุตสาหกรรมยาในประเทศไทย เกิดการขยายตัวทางการตลาด สามารถก้าวไปสู่ความมั่นคงทางการยา ถือเป็นการวางรากฐานสำคัญในการเป็นเมดิคัลฮับ และมอบโอกาสให้ผู้ประกอบการ รู้จักนวัตกรรม ส่วนผสมยา สมุนไพร และการผลิต บรรจุภัณฑ์ยาใหม่ๆ งานที่จัดขึ้นมีเวที เสวนา ให้ความรู้ผลักดันตนวัตกรรมใหม่ รับมือกับโรคอุบัติใหม่ เจรจาต่อยอดธุรกิจผู้ประกอบการยา และเภสัชภัณฑ์กว่า.. 390 บริษัท 40 ประเทศทั่วโลก เชื่อมโยง” นางสาวรุ้งเพชร กล่าว
