BBL02coverre

“กอบศักดิ์” ชี้ระบบทุนนิยม ตัวการปัญหาสังคมเหลื่อมล้ำ สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม โครงสร้างเศรษฐกิจขาดสมดุล จี้ทบทวนปิดด้านมืดทุนนิยม ตลาดทุน มุ่งเติมความมั่งคั่งคนระดับบนแต่ลงไม่ถึงฐานราก แนะทุกฝ่ายร่วมมือปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน ดึงทุนยักษ์ประสานพลังพุ่งเป้า หยุดเลือดไหลเศรษฐกิจฐานราก 3 แผล คือ หนี้นอกระบบ-พ่อค้าคนกลาง-อ่อนนวัตกรรมสร้างรายได้ ยันเศรษฐกิจไทยยังแกร่ง  มีท่องเที่ยวพยุง แรงขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐอ่อนแอ ตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า และส่งออกภาคผลิตหดตัว  

BBL01re


ตลาดทุนยุคที่ผ่านมา สร้างความสำเร็จที่ไม่สำเร็จ สะสมปัญหา-เหลื่อมล้ำ-ไม่ยั่งยืน หนุนแนวคิดสร้างความแข็งแกร่งที่ฐานราก แก้ 3 ปัญหาชุมชนท้องถิ่น สางหนี้นอกระบบ-ลดบทบาทคนกลาง-ดึงเอกชนมาช่วยจริงจัง ภาครัฐควรแก้ไขกฎหมายเพื่อปลดล็อกข้อจำกัด ชี้ตั้งรัฐบาลช้า กระทบแผนอนุมัติงบประมาณประจำปีเลื่อนไป 3 เดือน หนุนเตรียมแผน 2 หาเงินสำรองจ่ายไปพลางก่อน เชื่องบฯ มาทันกระตุ้นเศรษฐกิจ ไตรมาส 1 ปีหน้า

สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับธนาคารกรุงเทพ จัดโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2566 ภายใต้ธีม “เปิดโลกนวัตกรรมก้าวทันเทรนด์ การเงินยังยืน” เพื่อให้ความรู้ด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินและตลาดทุน ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ 

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ และเลขานุการบริษัท ธนาคารกรุงเทพ (มหาชน) กล่าวในระหว่างการบรรยายหัวข้อ “ทิศทางเศรษฐกิจไทย การเงิน ตลาดทุนไทย ในมิติการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ว่า แนวทางการพัฒนาประเทศในหลายทศวรรษที่ผ่านมา ภายใต้ระบบทุนนิยม และตลาดทุน เป็นต้นตอสำคัญของปัญหาของการสร้าง “ความไม่ยังยืนทางเศรษฐกิจ” เพราะทุนนำไปสู่การสร้างความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทำลายสิ่งแวดล้อม มุ่งตอบโจทย์การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ทำให้คนเข้าสู่วิถีทุนนิยม อาทิ การทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดเหลือเพียงเด็ก และคนชรา เพื่อเข้าไปเพื่อทำงานในเมือง ทำให้ชนบทอ่อนแอลง หรือเกิดการทำไร่เลื่อนลอย เพื่อเพาะปลูกพืช 

“เราเชื่อและมั่นใจในตัวตลาดทุนเกินไป ว่าเป็นคำตอบในการพัฒนาสร้างความเจริญไปข้างหน้า แต่ในความสวยงาม ก็จะตามมาด้วยปัญหาความเหลื่อมล้ำ มลพิษ เป็นระบบที่มือใครยาวสาวได้สาวเอา แม้ตลาดหลักทรัพย์ ก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาที่เป็นด้านมืด อาทิ นำชื่อตลาดหลักทรัพย์ไปโฆษณาชวนเชื่อด้านการลงทุน หากไม่ทำการแก้ไข เราอาจจะเหมือนกันกับนิวยอร์ก ซิตี้ ศูนย์กลางตลาดทุน ที่มีตึกสูงใหญ่ เทพีสันติภาพ ตึกเอ็มไพร์ม สเตท แต่อีกด้านหนึ่งกลับเป็นมีมุมที่ไม่ปลอดภัย คนเร่ร่อน ในเมืองที่ได้ชื่อว่าหนึ่งในเมืองที่ดีที่สุด ดังนั้นจึงต้องมีการจัดการปัญหา ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงด้านมืดของตลาดเงินตลาดทุนของไทย ไม่ให้เป็นเช่นเดียวกันกับนิวยอร์ก” 

bankre

incomere

จุดจบตำราเศรษฐศาสตร์บนลงล่าง เสริมแก่งจากฐานล่างสู่บน 

นอกจากนี้ ปัญหาดังกล่าวยังสังเกตได้จากความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งของประชาชนในประเทศไทย เช่น ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา กลุ่มคนที่มีรายได้สูง 20% บน และกลุ่มคนรายได้ต่ำ 20% ล่าง มีความมั่งคั่งโดยเฉลี่ยเติบโตต่างกัน 10 เท่า และมีการถือครองที่ดินแตกต่างกัน 300 เท่า  รวมไปถึงการถือบัญชีเงินฝากที่สัดส่วนคนไทยคนส่วนใหญ่ถึง 94 ล้านบัญชี มีเงินฝากเฉลี่ยเพียง 4,622 บาทต่อบัญชี และคนที่มีเงินฝากมากกว่ามากกว่า 1 ล้านบาทขึ้นมีประมาณ 1 ล้านบัญชี คิดเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่า 1% จากทั้งหมด 110 ล้านบัญชี แต่บัญชีเหล่านี้มีสัดส่วนของเงินฝากมากกว่า 70% ของปริมาณเงินฝากทั้งหมด ส่วนกลุ่มคนที่อยู่ยอดบน หรือ กลุ่มคนรวย มีจำนวน 1,500 บัญชี แต่มีเงินฝากเฉลี่ยถึง 1,628 ล้านบาทต่อบัญชี สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ายิ่งการพัฒนามากขึ้นคนรวยรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าคนฐานล่าง 10 เท่า เช่น หากคนข้างบนรายได้เพิ่มขึ้น 25,000บาท คนด้านล่างเพิ่มขึ้นเพียง 2,000 บาท

 
“การพัฒนาที่ผ่านมาเพราะเชื่อในตำราเศรษฐศาสตร์ที่อาจารย์สอน ทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจเติบโตขึ้นนับเป็นเรื่องดี มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน แต่นั่นยังไม่ใช่ทั้งหมด เพราะในเวลาเดียวกันนั้นมันได้ทำให้เราสั่งสมปัญหาต่าง ๆ เอาไว้มากมาย ที่ผ่านมาเราอาจจะมองระบบแบบนี้ดีเกินไป มันจึงเหมือนกลายเป็น “ความสำเร็จที่ไม่สำเร็จ” เราเคยคิดว่าเราพัฒนาจากข้างบนแล้วมันจะส่งไปถึงข้างล่างให้มันลงมาสู่ด้านล่างเอง แต่สิ่งที่เห็นในวันนี้มันสะท้อนว่าไม่ใช่ ระบบทุนนิยมคนด้านบนวิ่งเร็วกว่าคนด้านล่าง ดังนั้นหากยิ่งเราไม่เริ่มเปลี่ยนกันตั้งแต่วันนี้ อีก 20 ปีข้างหน้าจะอยู่กันยากมาก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราต้องพูดถึง “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” กันอย่างจริงจัง” 

BBL05re

3 ปัญหาหยุดเลือดไหลเศรษฐกิจฐานราก

ดร.กอบศักดิ์ กล่าวอีกว่า แนวคิดที่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นการแก้ไขปัญหานี้ควรเริ่มสร้าง “ความแข็งแกร่งจากฐานราก” โดยต้องเข้าใจลงลึกถึงระดับชุมชนที่ต้องแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังใน 3 เรื่อง คือ 1.) ปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งคิดอัตราดอกเบี้ยสูงมากจนไม่มีทางจ่ายคืนเงินต้นได้หมด ทำให้คนที่เข้าไปสู่วงจรนี้ไม่สามารถหลุดออกมาได้ง่าย 2.) ปัญหาระบบคนกลาง ที่ครอบครองส่วนต่างมากเกินไปจนทำให้รายได้ไปถึงเกษตรกรที่เป็นผู้ผลิตเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และ 3.) ปัญหาการขาดแคลนความรู้และนวัตกรรมใหม่ที่จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้น

ดังนั้น แนวทางการแก้ไขปัญหาด้วยการสร้าง “ความแข็งแกร่งจากฐานราก” จึงควรสนับสนุนให้ 1.) สร้างผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งและสามารถแนะนำให้ประชาชนเข้าใจ เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะการสร้างพื้นฐานการเก็บออม และสกัดปัญหาหนี้นอกระบบ 2.) การลดบทบาทของระบบคนกลาง เช่น การรวมกลุ่มของชุมชนเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง และขายสินค้าตรงไปที่ผู้บริโภค ซึ่งอาจนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น E-Commerce และ 3.) ควรสนับสนุนภาคเอกชนรายใหญ่ๆให้เข้ามาสนับสนุนชุมชนและภาคเกษตรโดยตรง มีแนวทางที่ชัดเจนและยั่งยืน เช่น การหาตลาดมารองรับกับสินค้าเกษตรโดยตรง ในราคาที่เหมาะสม และอาจส่งเสริมด้วยการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อจูงใจให้เอกชนดำเนินการลักษณะนี้เพิ่มมากขึ้น เป็นต้น 
ขณะเดียวกันภาครัฐควรเข้ามาช่วยลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและกฎหมายต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้การพัฒนาในมิติใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นเป็นสำคัญ มากกว่านโยบายหรือมาตรการแบบแจกเงินที่ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนถือเป็นโจทย์ให้กับรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะก้าวเข้ามาบริหารประเทศต่อไป

sdg2re

sdg

ท่องเที่ยวหนุนศก.ไทยยังแกร่ง แม้ตั้งรัฐบาลรากยาวถึงไตรมาส3 

ดร.กอบศักดิ์ ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในช่วงระยะสั้นระหว่างรอการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงฟื้นตัวได้ดีต่อเนื่อง จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเนื่องจนถึงสิ้นปีที่เป็นฤดูกาลท่องเที่ยว ซึ่งจะมีตลาดนักท่องเที่ยวจากจีนเดินทางเข้ามาประเทศไทยเพิ่มขึ้น จึงช่วยชดเชยภาคการส่งออกและภาคการผลิตที่ได้รับผลกระทบ โจทย์สำคัญของรัฐบาลในระยะนี้จึงอยู่ที่การสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศไทยได้ง่ายขึ้น เช่น การผ่อนคลายให้นักท่องเที่ยวที่มีวีซ่าเดินทางเข้าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน สามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้โดยอัตโนมัติเช่นกัน ซึ่งเป็นมาตรการที่ดำเนินการได้ง่ายและรวดเร็ว เป็นต้น และที่สำคัญเมื่อภาคการท่องเที่ยวช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจเดินหน้า จะช่วยสร้างรายได้ในประเทศให้หมุนต่อไปได้เช่นกัน ประชาชนมีความเชื่อมั่น กล้าใช้จ่าย เป็นผลดีต่อการบริโภคภายในประเทศอีกทางหนึ่งเช่นกัน

“เชื่อว่าปัญหาการจัดตั้งรัฐบาลจะส่งผลให้การอนุมัติงบประมาณนี้ในปีนี้ล่าช้าออกไปประมาณ 3 เดือน ซึ่งในทางปฏิบัติน่าจะมีการเตรียมความพร้อมเรื่องการใช้งบประมาณจ่ายไปพลางไว้ก่อนแล้ว จึงไม่น่ากระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจมาก และไม่ควรกดดันว่าเศรษฐกิจจะต้องเติบโตได้มากนัก แต่อยู่ในระดับที่ประคับประคองกันให้ผ่านไปด้วยกันให้ได้มากกว่า จากนั้นเมื่อตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ สามารถพิจารณาอนุมัติงบประมาณประจำปีได้ น่าจะมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2567 ก็ยังทันเวลาที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ แต่ก็ไม่ควรปล่อยให้ปัญหาการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าลากยาวไปเป็นปี”ดร.กอบศักดิ์ กล่าว

BBL07re