ahsacover
ahsa11r


ในยุคสื่อยุคโซเชียล เป็นพื้นที่แสดงความเป็นตัวตน ภาพการเดินทางที่ปรากฏบนสื่อ จึงก็เป็นหนึ่งในการแสดงไลฟ์ไสตล์ สถานะพลังอำนาจ การไขว่คว้าความสุข ที่ได้มาเยือน มาลองกิน ดื่ม ช้อปปิง เที่ยว และเดินทางไปยังพื้นที่แปลกตา ใช้จ่ายเงินซื้อความสุขหลากหลายระดับ มากไปกว่าภาพฉาบการได้ชื่อว่าไปมาแล้ว บางคนค้นพบสิ่งที่ซ้อนเร้นอยู่หลังการเดินทาง คือความหมาย สัจธรรมชีวิต จากประสบการณ์จากโลกกว้างใหญ่ต่างภาษา วัฒนธรรม สถานที่ นำไปสู่การเห็นมองกลับมาที่แก่นแท้คุณค่าของการมีชีวิตได้อย่างเข้าใจ เก็บเกี่ยวแรงบันดาลใจให้เรากลับไปใช้ชีวิตที่เกิดมาให้มีความหมาย มากกว่าการรับใช้ได้โหยหา และได้มาครอบครองปัจจัยภายนอก  


เคยได้ยินว่า การเดินทางไปต่างถิ่นหนึ่งครั้ง ทำให้เราได้มีประสบการณ์ อันเต็มไปด้วยบทเรียนมากยิ่งกว่า อ่านตำราหนังสือสิบเล่ม สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น เพราะการเดินทางแต่ละครั้งท้าทายความรู้ ทักษะที่เราสะสมมาตลอด สิ่งที่พบเจอในสถานที่เดียวกัน แต่อารมณ์ความรู้สึกแตกต่างจากเรื่องเล่า งานรีวิว ที่เราเคยอ่าน เพราะในแต่ละห้วงเวลา สภาพสังคม คนที่เราพบเจอ และสภาพอากาศ อารมณ์ ความรู้สึก เป็นเหตุการณ์เฉพาะตัวของเรา มันต่างกรรมก็ต่างวาระ สุดแล้วแต่เหตุการณ์ที่พาเราไปเผชิญ แม้จะวางแผนการล่วงหน้า แต่ก็ยังเกิดสิ่งที่ไม่เราคาดไม่ถึงอยู่เสมอ 

เป็นบทพิสูจน์ฝีมือการแก้ไขปัญหาเฉพาะ บางครั้งจำเป็นต้องพึ่งดวงชะตา สุดแท้แต่แต้มบุญของแต่ละคนจึงจะผ่านเหตุการณ์ตกที่นั่งลำบากระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวมาได้ แม้บางคนจะฉลาดในการแก้ไขปัญหาเอาตัวรอดอยู่คนเดียวในเมืองใหญ่มาได้ แต่เหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางเช่น ของส่วนตัวหาย โดนล้วงกระเป๋า หลงทาง ทะเลาะกับไกด์ หรือ คนขับรถ หากขาดความอดทน มีทักษะการผูกมิตรไมตรีของเพื่อนระหว่างทางในต่างถิ่น สถานที่ที่เราไม่คุ้นเคยก็ยากที่จะผ่านพ้นความเหตุคับขับระหว่างทางด้วยตัวเอง  

ปี 2566 นี้เป็นปีที่แห่งการท่องเที่ยวไทย (Visit Thailand Year 2023: Amazing New Chapters) ส่งมอบคุณค่าและความหมายของการท่องเที่ยว (Meaningful Travel) ผ่านพลังละมุน  (Soft Power) ของไทย นั่นหมายถึง การท่องเที่ยวจะทำให้คนหลงรักความอ่อนโยนของเมืองไทย จากสัมผัสประสบการณ์ที่มีคุณค่า สั่นสะเทือนความรู้สึกลงลึกภายในจิตใจของเรา เพราะเสน่ห์ของความเป็นไทย ซึ่งมีต้นทุนมรดกทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ที่เราเติบโต ถูกเลี้ยงดูหล่อหลอม ทำให้เราคนไทยทำหน้าที่ให้การต้อนรับแขกผู้มาเยือน เป็นเจ้าบ้านที่ดี ส่งมอบคุณค่า แบ่งปันประสบการณ์ ความมีน้ำใจโอบอ้อมอารี(Hospitaliy) ที่เราได้รับ ส่งต่อประสบการณ์ให้กับนักท่องเที่ยว ช่วยกระจายรายได้สู่ผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่ในอุตสาหกรรม ธุรกิจท่องเที่ยว นำไปสู่การสร้างรายได้ และความสุขอันยั่งยืนสู่ชุมชน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ตั้งเป้าปี 2566 ทำรายได้ 2.38ล้านล้านบาทโดยสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 80% ของปี 2562 ปี ช่วงก่อนเกิดโควิด-19 มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 25 ล้านคน  ช่วยนำเงินจากการท่องเที่ยว เป็นฟันเฟืองหลักมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ในยุคที่เศรษฐกิจโลกยังทรงตัวจากภัยสงคราม ทำให้การส่งออกไทยยังไม่ดีดังคาดหมาย  

จ.เชียงราย คือหนึ่งในเส้นทางการเรียนรู้วิถีชีวิต รากเหง้าวัฒนธรรมความเป็นคนไทยล้านนา คนในพื้นที่เชียงรายมาจากหลากหลากหลายเชื้อชาติ ผสมผสานรากวัฒนธรรมหลากหลายชาติพันธุ์ ชนเผ่าชาวเขา ชาวจีนอพยพ รวมถึงชาวไทยล้านนา  นั่นคือความงดงามทางวัฒนธรรมเชียงราย ซึ่งส่วนใหญ่รับอิทธิพลจากล้านนา มีวิถีชีวิตเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ได้ถูกถ่ายทอดผ่านงานศิลปะ อาหาร สู่ความสุขแบบเรียบง่าย เนิบๆ ช้าๆ สไตล์คนเชียงราย ที่มีเสน่ห์ มีบุคลิก วิถีชีวิตความเป็นซอฟต์พาวเวอร์ อัตลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่ง ททท. ร่วมกับ ฟู้ดแพนด้า พาเหล่าอินฟูเอนเซอร์ต่างชาติที่อยู่เมืองไทย และนักข่าวไปเรียนรู้วิถีชีวิตชาวเจียงฮาย (เชียงราย) ด้วยประสบการณ์ตัวเอง




ahsa(4)re

อาสา ฟาร์มสเตย์
อยู่บ้านท่านต้องลงมือทำ 


เริ่มต้นด้วยการไปสัมผัสวิถีชีวิต สวนเกษตรกับ”อาสา ฟาร์มสเตย์” (Ahsa Farmstay) ซึ่งกลุ่มผู้ก่อตั้ง อิม-รสวรรณ คำวัง ผู้บริหารและผู้จัดการ ที่ควบตำแหน่งมาร์เก็ตติ้งของฟาร์มสเตย์แห่งนี้ ผู้ที่เคยมีประสบการณ์การทำบริษัททัวร์ บริษัท รุ่งรักษ์จัน จำกัด จึงต้องการเนรมิตพื้นที่ 100 ไร่ เชิงดอยแม่สลอง อ.แม่จัน จ.เชียงราย เป็นแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชน ใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ ให้ความรู้สึกเหมือนได้นอนอยู่ในบ้าน มาพักแล้วมีความรู้สึกอบอุ่น กันเองแบบคนในครอบครัว  จึงตั้งชื่อว่าโฮมสเตย์แห่งนี้ว่า “อาสา” ที่มีความหมายพ้องเสียงและมีความหมายดีในหลายภาษา ในภาษาชนเผ่า แปลว่าชีวิต, คำไทย แปลว่า คนที่มีจิตใจทำประโยชน์สุขให้สาธารณะ (Volunteer) และยังพ้องกับภาษาอิตาลี คำว่า คาซ่า (Casa) แปลว่าบ้าน 

ahsa(5)r


เมื่อหิ้วกระเป๋าเข้ามาในที่พักฟาร์มแห่งนี้แล้ว แนวคิดต้องการให้ผู้มาเยือน รู้สึกเหมือนเป็นสมาชิกของคนครอบครัวเดียวกันในฟาร์มแห่งนี้  แตกต่างจากการไปเที่ยวทั่วไป เราไปถึงโรงแรม มีเบลล์บอยมายกกระเป๋าลากเข้าห้องพัก อยากกินข้าวก็โทรสั่ง หรือ เดินไปร้านอาหารในโรงแรม เลือกเมนูแล้วนั่งรอถ่ายรูปไปหน้าตา เรามีความสุขเพลิดเพลินรสชาติกับอาหารบนโต๊ะ ถ่ายรูปอวดลงโซเชียล จ่ายตังค์อิ่มแล้วกลับห้องพัก นอนตีพุง เล่นมือถือ หรือ ออกไปเดินเล่น ช้อปปิง ทอดอารมณ์ โดยไม่รู้ว่าเบื้องหลังกว่าจะได้มาซึ่งอาหารให้เราอิ่มท้องหนึ่งมื้อ องค์ประกอบคนทำงานเพื่อเรานั้นมากมาย


หากพักที่ “อาสา ฟาร์มสเตย์” จะพาเราย้อนภาพไปเห็นทุกกระบวนการกว่าจะมาเป็นอาหารจานโปรดบนจานเรา ฉากหลังเส้นทางห่วงโซ่อุปทาน ของอาหารมีเส้นทางเป็นมาอย่างไร หลายชีวิตเหนื่อยยากแค่ไหนกว่าจะมาถึงตัวเรา ภายใต้คอนเซ็ปต์ “From Farm to Table” จากสวนเกษตรถึงโต๊ะอาหาร คนที่มาพักจะมีโอกาสได้ลงมือเข้าทำมันด้วยตัวเอง เริ่มต้นจากการเดินชม พื้นที่ 100 ไร่เกษตรอินทรีย์ ผสมผสาน หลากหลายชนิด  ตั้งแต่ปลูกข้าว เลี้ยงไก่ไข่ เลี้ยงควาย สวนยาง สวนผักหลากหลายชนิด รวมถึงสวนดอกไม้ และเลี้ยงปลาในบ่อ มีการจัดการน้ำ ขุดบ่อขนาดใหญ่ไว้เก็บน้ำไว้ทำเกษตรได้ตลอดปี ทำนาปีละ 2 หน ได้แบบน้ำไม่หมด ผลผลิตดีมีคุณค่าจึงขายข้าวได้ถึงกิโลกรัมละ 100 บาท 

ahsa10r

ทางน้องอ่อง สมาชิกในฟาร์ม ที่ทำทุกอย่างตั้งแต่ เป็นชวนสวน เกษตรกร ไกด์ และพ่อครัวปรุงอาหาร ใส่ชุดม่อฮ่อม สัญลักษณ์ของชาวฟาร์มอาสา พาเราชมวิถีเกษตรอินทรีย์ และเกษตรผสมผสาน ตั้งแต่การไปทักทาย เจ้าควายทุย แม้ทุยในฟาร์มแห่งนี้จะไม่ได้ไถนาแล้ว แต่พาเราไปรู้จักเจ้าทุย เพื่อบอกเล่าเรื่องราวชาวนาในอดีต และควายทุยในยุคที่ยังไม่มีควายเหล็กไถนา ควายเหล่านี้มีบุญคุณต่อเรามากแค่ไหน ต้องเหนื่อยยากปลูกข้าวให้เราได้กิน 

สถานีเรียนรู้ต่อไปได้ชมเล่าไก่ไข่ ฟาร์มออแกนิก ที่ปล่อยให้ไก่วิ่งเล่นในเล้า แล้วไข่ไว้ในเล้า ซึ่งออกไข่วันละฟองต่อตัว ไก่เปิดทางให้คนในคณะเข้าไปเก็บไข่ในเล้าอย่างไม่หวงเลย ระหว่างทางยังได้เพลิดเพลินไปกับต้นผลไม้ดกหล่นใต้ต้นไม้ให้เราได้เก็บกินระหว่างทาง อย่างเช่น กระท้อน และลิ้นจี่ 

ahsa(1)r

จากนั้นเราก็เดินผ่านท้องนา รวงข้าว กำลังสีเหลืองสวยสด พร้อมเกี่ยว ก็ต้องเป็นหน้าที่ของพวกเราต้องไปลองเกี่ยวข้าวกลางแดดจ้า เห็นชาวนา ถือเคียวเกี่ยวข้าวหยิบช่อรวงข้าวแล้วกดเคียวไปแต่ละครั้งดูง่ายดาย แต่เมื่อคนในคณะกดเคียวแบบเดียวกันแต่ต้องวนเคียวไปมาหลายครั้งกว่าจะขาด ทักษะเฉพาะตัวของชาวนาจริงๆกับความสามารถในการเล็งและออกแรงกดเคียวให้สัมพันธ์กันต้นข้าวจึงจะขาดในทีเดียว คนใช้ชีวิตในเมืองอย่างพวกเราได้ลองเกี่ยวกันแค่คนละครั้งสองครั้งพอให้ได้ถ่ายรูปก็ยอมแพ้กันแล้ว บางคนโดนหญ้าข้าวบาดมือ บางคนหน้ามืดจากการก้มๆ เงยๆ กลางแดดจ้า เหงื่อหยดท่วมตัวจนเสื้อเปียก แบบไม่ต้องคาดิโอหนักๆ ต้องยอมใจความอึด อดทนชาวนาเกี่ยวข้าวแต่ละครั้ง ต้องยืนตากแดดก้มๆ เงยๆ เกี่ยวข้าวกันทั้งวัน เพื่อมาให้เราได้กิน 

สถานีถัดมา ไปเรียนรู้พืชผักสวนครัวปลูกในสวน ตามรั้วและไม้ระแนง ฟาร์มปลูกสารพัดผักสวนครัวที่กินได้หลากชนิด ทั้งที่กินใบ กินผล กินหน่อ ผักกลิ่นฉุน รสเปรี้ยว ฝาด หวานขม เช่น  ต้นฟักทอง ฟักแม้ว เสาวรส กระเพรา ผักพื้นบ้าน เช่น ผักแพรว หูเสือ คาวตอง(พลูคาว) ที่ว่ากันว่าทำลายการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งได้ รวมถึง ถั่ว ตระไคร้ มีครบพร้อมทำกับข้าว รวมถึงสมุนไพร ส่วนพริกมีทั้งพริกขี้หนู พริกกระเหรี่ยง 

เท่านั้นไม่พอยังมี สวนผลไม้ ต้นอ้อย ต้นลิ้นจี่ กระท้อน และกล้วย  ถ้าเดินหมดสวนชิมทีละผลสองผลก็อิ่มท้องแล้ว และรสชาติของผักสดเด็ดจากต้นนั้นมันอร่อยตามธรรมชาติโดยไม่ต้องปรุงแต่งใดๆ ดีต่อใจ แบบไม่ต้องไปเสียเงินซื้อในตลาด 
หลังเก็บผักเต็มตระกร้า เพื่อไปกินเป็นเครื่องเคียงคู่กับอาหารมื้อเที่ยง โดยทางคณะบอกว่าเราจะได้แสดงฝีมือ ตำน้ำพริกอ่อง กับ ต้มข่าไก่ 

ahsa(3)r

ทางทีมงานได้เตรียมเครื่องปรุงไว้หมดแล้ว ก็ย่นเวลาได้บางส่วน แต่นั่นก็ต้องใช้อีกหลายกระบวนการ หน้าที่พวกเราเข้าครัว ก็เข้าไปหั่นๆ โขกเครื่องแกง ส่วนผสม (กระปิ ถั่วเน่า พริกแห้ง ตระไคร้ ใบมะกรูด ) แล้วตำๆ ให้เข้ากัน เอาเครื่องแกงลงไปผัด ปรุงรสตามที่ให้ไป มีเกลือ น้ำปลา ซีอิ๊วขาว สิ่งที่ท้าทายและได้ฟีลเรียนรู้ความอดทนทำหน้าอาหารหน้าเตา เพราะใช้เตาถ่าน ต้องคอยระมัดระวังเรียนรู้การกำหนดไฟในเตาให้พอดี ไฟแรงไปก็ไม่ดี ไฟมอดก็ต้องคอยเติมฟืนและคอยพัดไฟ เพื่อรอเมนูต่อไป คือ ต้มข่าไก่ จากนั้นก็เป็นเวลากินของที่เราทำเอง พร้อมกับมีเมนูพิเศษแบบอาหารชาวเหนือ เช่น ขนมจีนน้ำเงี้ยว ข้าวซอย ผักกาดจอ ห้องครัวที่นี่ยังมีกิจกรรมหลากหลายเมนู ทั้งส้มตำตามใจชอบ และทำขนม 
ท้องนาที่นี่มีศาลา ริมเขียงนา มีมุมนั่งชมวิวท้องนา จิบกาแฟ และนอนนวด หรือ จะสปาภูมิปัญญาชาวบ้าน ใช้สุ่มไก่ ครอบตัวเราอบสมุนไพร่ในสุ่มไก่ สปาบ้านๆ ที่รีดเหงื่อ ขับสารพิษ หลังออกอบสมุนไพรเสร็จ รู้สึกสดชื่น เพราะผิวได้ระบายของเสียทางเหงื่อ 

ahsa12r

การทำกิจกรรมกับอาสา ฟาร์มสเตย์ ทำให้คนเมืองห่างไกลจากธรรมชาติ ใช้ชีวิตแบบวิ่งตามตารางงาน แข่งกับเวลา ส่วนใหญ่อยู่กับตึก ท้องถนน และต้องซื้ออาหารกิน เดินห้าง และท่องโลกออนไลน์ หลงลืมความสุขกับการได้เชื่อมต่อกับธรรมชาติ การใช้เวลาพักผ่อน พาตัวเองมาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ทำให้ย้อนกลับมาดูที่ตัวเราเอง ได้ใกล้ชิดตัวเอง ทดสอบความสามารถของตัวเองในการเอาชีวิตรอดตามวิถีธรรมชาติ โดยไม่ต้องใช้เงิน เพราะทุกสิ่งทุกอย่างจัดเตรียมไว้ในฟาร์ม เพียงแต่เราก้าวขา ออกแรงไปเก็บเกี่ยวหุงหาอาหารด้วยการลงมือทำเอง เช่น เก็บผัก ผลไม้ ทำกับข้าว แม้จะเป็นเพียงเล็กน้อย แต่อย่างน้อยเป็นประสบการณ์เรียนรู้การใช้ชีวิตใกล้ชิดอยู่กับธรรมชาติ  คืนเข้าใจสรรพสิ่ง ของแก่นแท้ความเป็นมนุษย์ดำรง ที่แท้จริง ช่วยให้เราได้ทบทวนฉุดรั้งตัวเองชั่วขณะ เมื่อต้องวิ่งตามโลกภายนอกจนเหนื่อย เมื่อกลับมาถามความต้องการภายในใจเพื่อค้นหาความหมายแท้จริงของการมีชีวิต สิ่งสำคัญพื้นฐานการดำรงอยู่แท้จริงเริ่มต้นที่ ปัจจัยสี่ ที่ล้สนมาจากธรรมชาติ สิ่งใด นอกเหนือจากเหล่านี้ ล้วนเป็นปัจจัยภายนอก วัตถุนิยมที่แสดงออกทางสถานะทางสังคม ไม่ใช่ทำให้เรามีความสุขชั่วขณะ แต่ไม่ใช่แกนกลางสำคัญของการดำรงอยู่ 

ยิ่งไปกว่านั้น การได้ใช้ชีวิตเรียนรู้คนต่างถิ่น ศึกษาวิถีชีวิตของคนอยู่ฟาร์ม ชีวิตที่อยู่กับสวนเกษตร ฟาร์ม สุขในแบบเรียบง่าย ชีวิตที่ไม่มีแสงสี เสียงในกรุง พวกเขาต้องตื่นเช้าอยู่กับธรรมชาติ ทำเกษตร แต่พวกเขาแลดูมีความสุขทางใจ และสุขภาพดีทางกาย ได้ไม่ต่างจากชีวิตที่ต้องดิ้นรนแข่งขันในเมืองใหญ่ 

และนี่คือหนึ่งในหลากหลายกิจกรรมในแพ็คเจ  2 วัน 1 คืน พร้อมอาหาร 3 มื้อ ในราคาคนละ 2,800 บาท ที่Ahsa Farmstay (www.ahsafarmstay.com) 

phamee(15)re

ดอยผาหมี ... ตามรอยพระบารมี
จากกล้ากาแฟต้นแรก.. ปลูกชีวิตใหม่ชาวดอย 

มีคนรุ่นใหม่หรือคนต่างชาติ ต่างสงสัยว่า ถ้าจะถามว่าทำไมคนไทยถึงรักและผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเป็น 1 ใน 43 ประเทศ ที่ยังคงรักษาสถาบันกษัตริย์ไว้ในประเทศ ดอยผาหมี อ.แม่สาย จ.เชียงราย มีเรื่องราวมากมายที่เป็นจุดเริ่มต้นของการตามรอยเสด็จพระบาทสมเด็จพระประมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงพระราชดำเนินมาถึง 3 ครั้ง ในปี พ.ศ.2513,พ.ศ.2514 และพ.ศ.2517 รวมไปถึงสมเด็จย่า ทรงเสด็จมาประทับที่ดอยตุง ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของดอยผาหมี อดีต พื้นที่ติดชายแดนพม่า เคยเป็นภูเขาหัวโล้น เพราะชาวเขาปลูกฝิ่นทำไร่เลื่อนลอย หลังจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชดำเนิน และทรงพระราชทานเมล็ดกาแฟ อาราบิก้า จนถือเป็นพื้นที่แห่งแรกที่ปลูกเมล็ดกาแฟของไทย พร้อมกันกับดูแลปกป้องผืนป่า เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพ แทนวิถีชีวิตเดิมๆ การปลูกฝิ่น ทำไร่เลื่อนลอย ทำลายผืนผิวดินไปเรื่อยๆ การสอนให้ดูแลป่า และผูกพืชกับชาวเขา ถือเป็นการช่วยดูแลป่าไปในตัว เปลี่ยนภูเขาหัวโล้นให้กลายเป็นป่าเขียวขจี เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ที่อากาศดี จน ณ ปัจจุบันมีร้านกาแฟสไตล์น่ารัก นั่งจิบชา จิบ กาแฟ ชมวิว ขุนเขา เขี้ยวขจี อิ่มตาโดยเฉพาะในหน้าฝน  เขานางนอน โด่งดังไปทั่วโลกทำให้คนอยากเข้ามาเยือนมากขึ้น เมื่อข่าว 13 หมูติดอยู่ในถ้ำหลวง  

phamee(9)re

ชาวดอยผาหมี ประชากรที่อาศัยส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าอาข่า มีภาษา วัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีของตัวเอง เราคงเคยได้ยินเรื่องเล่าในตำนานต่อๆ กันมามากมาย ทั้งมิดะ และลานสาวก่อน ประเพณีชาวอาข่า การท่องเที่ยวดอยผาหมี พัฒนาไปมาก มีทั้งโฮมสเตย์ และตามร้านกาแฟ จัดร้าน ตกแต่งให้มีมุมถ่ายภาพ มุมชมวิว จิบชากาแฟ  จุดขาย คือการทำเวิร์คช็อป สอนวิถีชุมชน เช่น ทำผัดรากชู (ภาษาอาข่า เรียกว่า กู่ชิ)  ผักประจำถิ่น ที่แม้แต่คนไทยทั่วไปยังเพิ่งเคยได้ยิน เป็นผักที่ขึ้นในป่าในแถบดอยผาหมี เป็นพืชตระกูลเดียวกันกับกระเทียมและต้นหอม  แต่รากแข็งแรงแตกกิ่งแขนงเป็นกอใหญ่คล้ายกับโสม จนตัดมาผัดกับหมูได้ จึงมีประโยชน์มากมาย

phamee(4)re
phamee(3)re

รากผักชู พืชประจำถิ่นของชาวอาข่า ที่นำไปประกอบอาหารเป็นหลัก ใส่ปนกับหลายเมนู ทั้งผัดไข่ ตำน้ำพริก ต้ม และลาบหมู อาหารชาวอาข่า เน้นหยิบหาง่ายๆ จากป่าแต่อร่อย เครื่องปรุงก็หาได้ธรรมดา มีแค่ ข่า รากผักชู พริก และเกลือเป็นหลัก ชาวอาข่ารุ่นเก่าจะเน้นทานอาหารเฉพาะที่เกิดขึ้นบนดอย หาได้ตามป่าหรือ ปลูกเองเท่านั้น ไม่ทานพืชผักจากที่ราบลุ่ม ที่ไม่ใช่บนเขา หากไม่เคยกินตั้งแต่กำเนิดก็จะไม่แตะเลย แต่อาข่ารุ่นใหม่ ก็เริ่มเปิดใจเพราะต้องลงจากดอยออกไปไปทำงาน เรียนหนังสือในพื้นที่ราบจึงได้ลองอาหารของคนพื้นที่ราบ

phamee(10)re

เวิร์คช็อปประจำดอยผาหมี มีภูมิปัญญา การดริปกาแฟ ประดิษฐ์นวัตกรรม ทำเครื่องดริปกาแฟ จากไม้ไผ่ ที่ชาวอาข่าคิดขึ้นมาเอง แทนเครื่องดริปกาแฟ ที่ซื้อจากออนไลน์ ที่ไม่คงทน  และมีการบดกาแฟจากครกหรือ เรียกว่าตำกาแฟนั่นเอง 
ดอยผาหมี นอกจากเป็นแหล่งปลูกกาแฟ แห่งแรกและยังถือว่ามีรสชาติดี เพราะเป็นพื้นที่หินปูน จึงมีแร่ธาตุสูง รสชาติกลมกล่อมแล้ว ยังเป็นแหล่งปลูกถั่วแมคคาเดเมีย ซึ่งมาก็เกิดจากโครงการหลวงนำพันธุ์มาให้ปลูกอีกเช่นกัน จึงทำให้ชีวิตและ

วิถีชาวบ้านมีพืชเศรษฐกิจ ผลผลิตส่งเข้าขาวโครงการหลวง ทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 

นี่คือสายพระเนตรอันยาวไกล ตั้งแต่เมื่อครั้งที่ทรงเสด็จพระราชดำเนินเข้าถึงพื้นที่ยากไร้ห่างไกลความเจริญ จึงทำให้เหล่าชาวเขามีชีวิตที่ดีขึ้น และทำให้พวกเขาและครอบครัว ผูกพันและซาบซึ้งในพระบารมี จนถึงปัจจุบันก็ยังมีเรื่องเล่าสู่ผู้มาเยือนเกี่ยวกับโครงการพระราชดำริ ที่ทำให้พลิกชีวิตของเหล่าชาวเขาให้ดีขึ้น สถาบันกับชาวเขา จึงผูกพันกันมายาวนาน 

phamee(5)re





anaatara12re

ตีสนิท..เพื่อนร่างยักษ์เดินป่า.. เล่นน้ำ
ปางช้าง.. อนันตรา

ช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง ของประเทศไทยขึ้นมา เพราะช้างเป็นสัตว์ร่างกายกำยำสูงใหญ่ น่าเกรงขาม อายุยืน และช้างมีเรื่องราวเกี่ยวยังข้องกับประวัติศาสตร์การกอบกู้เอกราชสร้างไทยจนถึงปัจจุบัน อดีตช้างคือสัตว์คู่พระบารมีของกษัตริย์ มีการร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมออกรบ จนเป็นตำนานในการทำยุทธหัตถีของสมเด็จพระณเรศวรมหาราช รวมถึงมีช้างคู่พระบารมีที่ทรงเลี้ยงดู ของในหลวงรัชกาลที่ 9  ที่สำคัญช้างยังเป็นตัวแทนประเทศ หรือ ทูตในการเจริญไมตรีกับต่างประเทศ ก็จะมีการส่งช้างไปปฏิบัติภารกิจต่างๆ ในพิธีศักดิสิทธิ์ในต่างประเทศ 

anantara(2)re


 ในช่วงราวเกือบ 10- 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีปัญหาช้างเร่ร่อน ควาญช้างต้องพาช้าง ติดซีดีที่หาง ออกมาทำงานในเมือง เร่ขายอาหารเลี้ยงช้างให้คนรักช้าง จนเกิดปัญหาช้างถูกทารุณ หรือ อุบัติเหตุโดนรถชน 
ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาช้าง เกิดขึ้นตามมามากมายในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ช้างต้องหลุดจากป่า ไม่มีโอกาสใช้ชีวิตอยู่อย่างธรรมชาติ ถูกนำมาฝึก แบบทารุณควาญช้างใช้ตะขอ เคียวเกี่ยว ให้คนขี่ หรือการแสดงโชว์ต่างๆ เช่น เตะบอล วาดรูป จนทำให้ช้างต้องบาดเจ็บ 

นี่คือเรื่องเล่า ที่การท่องเที่ยว ทำลายวิถีการดำรงชีวิตตามธรรมชาติของช้างโดยไม่รู้ตัว ปัจจุบันช้าง ถือเป็นสัตว์ป่าสงวน ต้องอนุรักษ์ จึงต้องมีกฎหมายการคุ้มครองช้าง และมีมูลนิธิต่างๆ เพื่อนำช้างมาดูแล ส่งเสริมให้เลี้ยงดู ตามวิถีธรรมชาติ และนำเสนอการท่องเที่ยวแนวใหม่ เดินเที่ยวป่าเรียนรู้วิถีของช้าง ศึกษาลักษณะนิสัยธรรมชาติของช้าง โดยทั่วไปช้างเป็นสัตว์มีนิสัยฉลาด สุภาพ และรักเจ้าของ เราจึงเห็นควาญช้างส่วนใหญ่ที่เลี้ยง จะผูกพันกันและรักกันยาวนาน แต่จะมีเฉพาะเวลาตกมันเท่านั้นที่จะมีนิสัยรุนแรงทำลายเพื่อนช้าง และควาญเลี้ยงช้าง 


ที่อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ แคมป์ช้าง แอนด์  รีสอร์ท โดยการดูแลของมูลนิธิโกลเด้น ไทรแองเจิ้ล เอเชียน เอเลเฟนท์ สร้างปางช้างบนพื้นที่ป่ากว้างกว่า 100 ไร่ สำหรับเลี้ยงช้างมากกว่า 20 เชือก พร้อมกับควาญช้าง และครอบครัว เพื่อหวังลดปัญหาช้างเร่ร่อน และดูแลช้างให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี จึงมีการบริหารจัดการสวัสดิภาพที่ดีให้กับช้าง คู่กันกับการดูแลครอบครัวควาญช้าง มีเงินเดือน และสวัสดิการการรักษาพยาบาล และดูแลการศึกษาให้กับลูกหลาน 
ช้างที่นี่ ไม่ได้มีหน้าที่โชว์ แต่การทำงานของพวกเขาคือ ผูกมิตรสัมพันธ์กับคณะผู้มาเยือน ช้างทุกตัวถูกเลี้ยงแบบมีควาญช้างประกบ มีอาหารให้ทาน นอกจากเล็มหญ้าที่ปลูกกินในปางช้างแล้ว ยังมีการสั่งหญ้าเนเปียร์ และหญ้าอื่นๆ วันละ 160 กิโลกรัม(กก.)ต่อเชือก มีอ้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง กล้วยอาทิตย์ละครั้ง เป็นที่รู้กันดีว่า ช้างนั้นกินจุ ไม่ต่ำกว่า 200-250 กก.ต่อวัน และกินตลอดเวลา

anantara(6)re

การปล่อยช้างให้ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ และมีปฏิสัมพันธ์กับคน ไม่ต้องไปทำหน้าที่รากไม้ซุง หรือ ถูกฝึกให้แสดงอะไรที่ไม่ใช่ธรรมชาติของช้าง ทำให้ช้างที่ปางช้างแห่งนี้อารมณ์ดี เป็นมิตรกับผู้มาเยือน ดูได้จากการชอบกระพือหูไปมา
ช้างที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในแคมป์ คือ แม่บุญมา อายุ 65 ปี ตอนเราไปเยี่ยมฝูงช้างมานำชมเที่ยวป่า ในกรุ๊ปเรามี5 เชือก อายุน้อยที่สุดคือโชคเพชร อายุราว 3 ขวบ เหมือนเพิ่งย้ายมาอยู่ในแคมป์ กำลังปรับตัวชอบวิ่งเล่นไปมา น้องอารมณ์ดี ขี้เล่น เอางวงทักทาย หยอกล้อกับคนที่พาชมเที่ยวด้วยกันตลอดทาง ระหว่างทางมาชมแคมป์ราว 1-2 ชั่วโมง ตามทางเดินของป่า ช้างที่พาเราชมก็จะเล็มหญ้ากินตลอดเวลาเส้นทาง ภารกิจเดินเล่นตามป่ากับช้าง มีชมต้นไม้ ดูช้างเล่นกันไปมา และลงเล่นน้ำ  โดยมีควานช้างเอามือจับ หรือสื่อสารเป็นคำพูดเป็นระยะ แม้จะถืออาวุธ แต่ไม่อนุญาตให้ใช้ทำร้ายช้าง แค่ถือขู่เท่านั้น แต่โดยมาก ตลอดทาง ช้างไม่งอแง หรือมีอาการดื้อไม่ฟังคำสั่งใด สื่อสารรู้เรื่อง 

anantara(3)re

ทุกจังหวะของการเดินทางไปด้วยกัน น้องช้างอารมณ์ดีและใจดี จับต้องได้ให้กอดให้หอม ทักทายด้วยงวง  พอเดินไปด้วยกันสักพัก จนคุ้นเคย จากคนที่เคยกังวลกลัวช้างว่าจะตกมัน ดุร้าย หรือ หงุดหงิด ต้องเปลี่ยนความคิดเลย เพราะช้างเป็นสัตว์ที่มนุษย์สัมพันธ์ดีมาก ถ้าอยู่ด้วยกันสักระยะจะขี้เล่น ก็จะกล้าเข้าไปกอดงวง เอาหน้าชนได้แบบต้องการสื่อสารความรักกับช้าง โดยไม่กลัวใดๆ ประทับใจในความน่ารัก อัธยาศัยดี ของช้างร่างใหญ่ พอเดินด้วยกันครบรอบ คนเริ่มทยอยเดินทางกลับ ด้วยความที่เริ่มสนิทกับคนและคุ้นชินกันแล้ว ช้างมีอาลัยอาวรณ์ จะเดินออกจากแคมป์ ไปส่งคณะเราถึงรถ จนควาญช้างต้องเรียกกลับ น่ารักน่าเอ็นดูในความฉลาดและเป็นมิตร และจริงใจของช้างจริงๆ จนใครมาก็ต้องหลงรักในความแสนรู้ จนทำให้อยากกลับมาเยี่ยมอีกรอบเลย

white(4)re

วัดร่องขุ่น.. เสพงานศิลป์อ.เฉลิมชัย 
โลกธรรม..นำชีวิตใต้ร่มพระพุทธ

ใครมาเชียงรายถ้าไม่มาวัดร่องขุ่นก็ถือว่ายังมาไม่ถึงเชียงราย ศิลปะร่วมสมัยแห่งเมืองเชียงราย ซึ่งไปแต่ละครั้งวัดก็เปลี่ยนแปลงมีการพัฒนาศิลปะใหม่มาเสริมเติมแต่งทุกครั้ง และก็ได้ค้นพบบทเรียนใหม่ ในวัดเดิม สถานที่เดิม ถือเป็นการได้เรียนรู้ปรัชญาชีวิตผ่านงานศิลป์แบบไม่รู้จบ 


ด่านทางเข้าแรกก่อนเดินผ่านเข้าอุโบสถ เพื่อไปไหว้องค์พระประทานในวัด มีการสร้างประติมากรรมเส้นทางก่อนเข้าถึงตัวโบสถ์ จะต้องผ่านขุมนรก เป็นงานประติมากรรม จำลองนรกที่เต็มไปด้วยซากของภูติ วิญญาณที่ดูทรมานอยู่ในขุมนรกอเวจี เสียงบรรยายในวัดแนะนำเรา เมื่อเดินผ่านชั้นนรกอเวจี ให้มุ่งหน้าเดินตลอดทางโดยไม่หันหลัง หรือ เดินย้อนกลับทางเดิน เปรียบเสมือนชีวิต ได้เรียนรู้และผ่านพ้น นรกอเวจี บ่วงที่ฉุดให้ชีวิตจมอยู่กับความทุกข์จากกิเลส และสิ่งยั่วยุต่างๆ  จึงควรเดินผ่านและเพิกเฉย มุ่งหน้าเดินต่อไปเราจึงจะพบเจอกับความสวยงาม ความสงบ ใส สะอาด บริสุทธิ์ของสรวงสวรรค์ นั่นคือ องค์ประทานสีขาวสวยงามในโบสถ์ 

white(1)re

ในจังหวัดเชียงราย ได้บ่มเพาะศิลปินระดับตำนาน มีชื่อดังระดับประเทศ จนโด่งดังไปทั่วโลก ท่านทั้งสองเป็นศิลปินคู่เอกของไทยที่โด่งดังมาก คือ อ.ถวัลย์ ดัชนี ผลงานสะท้อนผ่านพิพิธภัณฑ์ บ้านดำ และมีศิลปินรุ่นน้อง อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ผู้อุทิศตนสร้างศิลปะให้ในอุโบสถ วัดร่องขุ่น ทั้งสองศิลปิน แฝงพัฒนางานศิลป์ เป็นบทเรียนสอนปรัชญาการศึกษาชีวิตผ่านงานศิลปะ 

ปรัชญาจากงานศิลปะของอ.ถลัย คือ ความสวยงามของลายเส้นสถาปัตย์และปฏิมา ถ่ายทอดความเป็นรูปธรรมและนามธรรมของสรรพสิ่งในโลก ซึ่งถือเป็นการรับใช้อัตตามนุษย์ ยึดมั่นถือมั่น ที่สุดท้ายเหลือแต่ซากกระดูกจากสัตว์ เป็นตัวแทนของแก่นสาร (รูปธรรมและนามธรรม) ในงานมีการโชว์ ซากสัตว์เรียงรายจำนวนมาก แสดงออกถึงโลกของสายดำ หรือ กิเลสของมนุษย์อย่างชัดเจน 

ต่างกันสุดขั้วกับ งานศิลป์ ของอาจารย์เฉลิมชัย ผู้ที่ถูกยกงานผลงานด้านจิตรกรรม และงานศิปล์ของอาจารย์ที่สร้างสรรค์ออกมามีเอกลักษณ์ขึ้นมาใหม่ จนถือได้ว่าเป็นศิลปะประจำรัชสมัยขององค์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชประสงค์ให้มีส่วนร่วมในการวาดภาพประกอบในหนังสือพระราชนิพนธ์ พระมหาชนก 

white(3)re


white(2)re

ผลงานศิลป์ที่วัดร่องขุ่น ของอาจารย์เฉลิมชัย ใช้สัญลักษณ์งานด้วยสีขาว สะท้อนถึงความบริสุทธิ์ ความงาม และสะอาดของจิตใจ เป็นสุขที่แท้จริงของมนุษย์ การเข้าถึงโบสถ์ทำให้จิตใจสงบนิ่งชั่วครู่ ก็ได้เหมือนอยู่บนสรวงสวรรค์ นี่คือเป้าหมายที่ อาจารย์เฉลิมชัยใช้ถ่ายทอดการศึกษาความเที่ยงแท้ สัจธรรมของชีวิต หลังจากศึกษาพระพุทธศาสนา จนเกิดจุดเปลี่ยนในช่วงจากชีวิตที่ถึงจุดสูงสุด ประสบความสำเร็จ วาดรูปทำรายได้มหาศาล มีชื่อเสียงเงินทอง ลาภยศ คนสรรเสริญเยินยอ แต่นั่นกลับทำให้ศิลปินแห่งเชียงรายพบว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เขาพ้นทุกข์ ดับทุกข์ และค้นพบความสุขที่แท้จริง 

จนกระทั่งได้ศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา จึงค้นพบสัจธรรมแห่งชีวิต และความสุขที่แท้จริงคือการเข้าถึงรสพระธรรม เปลี่ยนความเป็นคนใจร้อนให้เย็นลงได้ ทำให้พบความสงบและยอมปล่อยวางทุกอย่างที่เป็นปัจจัยภายนอกลงได้ ก็ค้นพบความสุขที่เที่ยงแท้ภายใน 

อาจารย์เฉลิมชัย จึงตั้งใจที่จะอุทิศชีวิตสร้างสรรค์งานศิลป์ผสมผสานกับพระธรรมจากพุทธศาสนา เพื่อช่วยจรรโลงจิตใจของผู้คน เพื่อรับใช้พระพุทธศาสนา มีผลงานการพัฒนาวัดร่องขุ่น ให้เป็นแหล่งดึงดูดคนมาชมงานศิลป์ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจ.เชียงราย ถือโอกาสเผยแพร่หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาให้ผู้มาเยือนได้เข้าใจแก่นแท้ของสัจธรรมชีวิต 

 แรงบันดาลใจในการสร้างวัดร่องขุ่น ของอาจารย์เฉลิมชัย มีองค์ประกอบมาจาก 3 สิ่ง ที่เป็นเสาหลักในการดำเนินชีวิต คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 
ชาติ: ด้วยความรักบ้านเมือง รักงานศิลป์ จึงหวังสร้างงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่ไว้เป็นสมบัติของประจำชาติ ประจำแผ่นดิน จนทำให้วัดโด่งดังทำชื่อเสียงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวดึงดูดต่างชาติ ถือเป็นพุทธศิลป์ระดับโลก

ศาสนา: การได้ศึกษาธรรมะ  เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของอาจารย์เฉลิมชัยจากจิตที่ร้อนกลายเป็นเย็น สละทิ้งทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียง เงินทอง ขออุทิศตนให้แก่พระพุทธศาสนา

พระมหากษัตริย์: หลังจากได้เข้าเฝ้าฯ ถวายงานในหลวงรัชกาลที่ 9 ทำให้อาจารย์เฉลิมชัยเห็นพระอัจฉริยะภาพทางศิลปะ และพระเมตตาของพระองค์ บังเกิดความตื้นตันและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงมีความตั้งใจอยากสร้างวัดให้เป็นศิลปะประจำชาติ และทำให้วัดร่องขุ่นเป็นศิลปะประจำรัชกาลที่ 9  มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่เลียนแบบศิลปะรัชกาลใดและมีความเป็นสากล

white(5)re

 ทั้งหมดคือเส้นทาง 4 แลนด์มาร์ค การเดินทางท่องเที่ยวเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ เติมพลังให้กลับมาทบทวนชีวิต พาเรากลับไปค้นพบความหมายการใช้ชีวิตและจิตวิญญาณ ให้ความสำคัญเข้าใจธรรมชาติของร่างกายและจิตใจ จะทำให้ตระหนักถึงความสมดุลระหว่าง 2 สิ่ง การได้พักเบรกทิ้งวิถีชีวิตคนเมือง หันกลับเรียนรู้ในการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ลองพึ่งพาตนเองในวิถีดั้งเดิม ปลุกสัญชาติญาณการเอาตัวรอดในหลากหลายทักษะ รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ผ่านการเรียนรู้วิถีชุมชนที่แตกต่างจากเรา ทำให้มีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ที่แตกต่างจากเรา จึงเป็นการสะสมมิตรระหว่างทาง การได้มีโอกาส ปรุงอาหารชนเผ่า หรือ ชุมชนต่างถิ่น ได้เรียนรู้ ชีวิตสัตว์ป่า ที่ต้องช่วยดูแลรักษาป่า ทุกสิ่งล้วนเป็นการช่วยเยียวยาชีวิตจิตใจของมนุษย์ 

รวมถึงการคืนสู่รากเหง้าของความเป็นไทย ของการอยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร นั่นได้หล่อหลอมให้คนไทยมีความสุข สงบ ร่มเย็น ปรับตัวได้เก่ง และความมีวัฒนธรรมอันเป็นอัตลักษณ์ของเรา จึงทำให้ไทยเป็นหนึ่งเดียวในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของชาติใดในยุคล่าอาณานิคม นี่คือจิตวิญญาณของไทย มีน้ำใจ แบ่งปันความสุข ให้ผู้มาเยือนแผ่นดินทองของไทย 

เมืองไทยมีภูมิศาสตร์ อุดมสมบูรณ์ในการเพาะปลูกรากฐานเกษตรกรรม มีทรัพยากรพืชพันธุ์ธัญญาหารหลากหลาย มีภูมิปัญญาสร้างสรรค์เมนูอาหารพิเศษหลากหลายติดระดับโลก การผสมผสานอาหารจากหลากหลายแหล่งที่มาและวัฒนธรรม จนคิดค้นเป็นอาหารไทยเฉพาะ มาจากนิสัยการมีจิตใจโอบอ้อมอารีย์ เปิดรับทุกวัฒนธรรม จนเป็นคนไทยที่มีแต่ต่างชาติหลงรัก จึงสร้างชาติให้เจริญรุ่งเรืองสู่ยุคปัจจุบัน พลังละมุน ที่ต่างชาติมาสัมผัสความมีน้ำใจพร้อมเป็นเจ้าบ้านที่ดีส่งมอบความสุขให้ผู้มาเยือน


เรื่องโดย ประกายดาว แบ่งสันเทียะ Editor