485705

เตรียมชิม "ลิ้นจี่ค่อม" ของดีเมืองสมุทรสงคราม หลังอากาศหนาวเย็น เกษตรแนะชาวสวนเน้นดูแลผลิตช่วงแทงช่อดอก หลังประสานกลุ่มผู้เลี้ยงผึ้งช่วยผสมเกสร คาดผลผลิตจะออกสู่ตลาดเดือนเมษายนนี้

485705

สภาพอากาศที่หนาวเย็นต่ำกว่า 20 องศาฯ ต่อเนื่องกันในช่วงเดือนธันวาคม 2565 จนถึง 20 มกราคม 2566 ทำให้ผลผลิตสินค้าเกษตรหลายชนิดติดดอกออกผลดี โดยเฉพาะต้นลิ้นจี่ค่อมของดีเมืองสมุทรสาคร ที่มีการแทงช่อดอกในหลายพื้นที่

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม ได้สำรวจสถานการณ์การออกดอกของลิ้นจี่ค่อมสมุทรสงคราม ในปี 2566 พบว่า ลิ้นจี่ออกดอกประมาณ 90% ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด หรือประมาณ 4,644 ไร่ และคาดว่า "ดอกลิ้นจี่" จะเริ่มบานตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมนี้เป็นต้นไป ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ หากเกิดฝนตกหรือหมอกลงจัดในช่วงดอกลิ้นจี่บาน ก็อาจทำให้ปริมาณผลผลิตลดลง

ดังนั้น เพื่อช่วยเพิ่มอัตราการติดผลของลิ้นจี่ สำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม จึงได้ประสานงานกับกลุ่มผู้เลี้ยงผึ้งจากจังหวัดต่างๆ เช่น ชุมพร สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ ฯลฯ ให้นำผึ้งเข้ามาเลี้ยงในพื้นที่สวนลิ้นจี่เพื่อช่วยผสมเกสร โดยกลุ่มผู้เลี้ยงผึ้งได้เริ่มวางรังผึ้งไปแล้วในหลายพื้นที่ เช่น ตำบลแควอ้อม ตำบลสวนหลวง ตำบลเหมืองใหม่ อำเภออัมพวาและตำบลบางสะแก อำเภอบางคนที เป็นต้น

619256

619258

พร้อมทั้งมีคำแนะนำเกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่ในการดูแลผลผลิตในช่วงระยะออกดอก ดังนี้

1) เมื่อเริ่มเห็นตาดอกถึงก่อนดอกบาน 7 วัน ให้ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดไรกำมะหยี่และแมลงศัตรูพืช ผสมฮอร์โมนจิบเบอร์ลาริน อัตรา 2 - 3 หยด/น้ำ 20 ลิตร (1 ปี๊บ) ผสมธาตุอาหารเสริมแคลเซียม – โบร่อน (ตามคำแนะนำ) เพื่อช่วยให้แทงช่อดอกได้เร็วขึ้น และช่วยให้เกสรสมบรูณ์ขึ้น จำนวน 1 – 2 ครั้ง

2) ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ สูตร 10-52-17 อัตรา 100 กรัม/น้ำ 20 ลิตร (ช่วยบำรุงดอก) ออกดอก 50% เริ่มรดน้ำจากปริมาณน้อยไปมาก หยุดให้น้ำช่วงดอกบาน ส่วนการดูแลลิ้นจี่หลังดอกบาน ออกดอก 50% เริ่มรดน้ำจากปริมาณน้อยไปมาก หยุดให้น้ำช่วงดอกบาน ช่วงดอกบาน ห้ามฉีดพ่นสารเคมี

3) หลังดอกโรยให้เริ่มรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยรดจากปลายทรงพุ่มลิ้นจี่ ปริมาณน้ำจากน้อยไปหามาก

4) หลังดอกโรยขนาดผลเท่าเม็ดถั่วเขียว ให้สำรวจแมลงศัตรูพืช ถ้าพบให้ฉีดพ่น (ล้างช่อดอก) ด้วยสาร ป้องกันกำจัดแมลง(หนอน) เช่น บิวเวอร์เรีย และ สารกำจัดเชื้อรา

5) ขนาดผลเท่าเม็ดถั่วเขียว ใส่ปุ๋ยอินทรีย์อัตรา 20-50 กก./ต้น และใส่ปุ๋ยทางดินสูตร 25-7-7 หรือสูตรเสมอ เช่น 16-16-16 อัตรา 1-3 กก./ต้น (ปุ๋ยเคมีแนะนำให้แบ่งใส่ 2-3 ครั้งห่างกัน 7-10 วัน)

6) เพื่อให้ผลขนาดใหญ่ควรฉีดพ่นปุ๋ยทางใบสูตร 30-20-10 ผสมคลิเลทที่มีแคลเซียม -โบร่อน และ ผสมฮอร์โมน NAA (ช่วยให้ขั้วเหนียว) 3 หยด/น้ำ 20 ลิตร (1 ปี๊บ)

7) รดน้ำสม่ำเสมอ ควรคลุมโคนลิ้นจี่ด้วยใบไม้แห้งหรือวัชพืช เพื่อรักษาความชื้นในดิน

8) หมั่นสำรวจแมลงศัตรูพืชอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะหนอนเจาะขั้วลิ้นจี่ ถ้าพบให้ป้องกันกำจัด เช่น ใช้เชื้อราบิวเวอร์เรีย หรือใช้สารเคมีในอัตราที่แนะนำ

9) ช่วงก่อนเข้าสี ควรฉีดพ่นสารป้องกันหนอนเจาะขั้ว (ช่วงการระบาดของหนอนเจาะขั้ว)

10) เพื่อเพิ่มคุณภาพ (ความหวาน) ควรใส่ปุ๋ยสูตร13-13-21 อัตรา 1-3 กก.ต่อต้น และควรฉีดพ่นปุ๋ยทางใบสูตร 10-20-30 ผสมคลิเลทที่มีแคลเซียม-โบร่อน

11) ห่อผล เมื่อลิ้นจี่เข้าสีเต็มที่ ก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 20 วัน

12) เก็บเกี่ยวลิ้นจี่ เมื่อลิ้นจี่อายุ 110 วัน หลังแทงช่อดอก และลิ้นจี่มีร่องชาติเต็ม

619252

619253

จุดเด่นของ "ลิ้นจี่ค่อมสมุทรสงคราม" คือ เมื่อแก่จัดจะมีสีแดงเข้ม เปลือกมีหนามตั้งหรือหนามแหลมห่างเสมอกันทั้งลูกและไม่เป็นกระจุก หนังตึงหรือเปลือกหนังตึง กรอบ เมื่ออยู่บนต้นจะมีสีแดงเข้ม เมื่อเก็บแล้วจะมีสีคล้ายน้ำหมาก เนื้อเต่ง หรือมีเนื้อหนากรอบ สีขาวอมชมพูเรื่อๆ เนื้อแห้ง ไม่แฉะ รสชาติ หวานหวานอมฝาด กลิ่นหอม

แต่ผลผลิตลิ้นจี่จะมีออกสู่ตลาดไม่มาก ถือเป็นผลไม้ที่หารับประทานยากชนิดหนึ่ง เพราะขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ ซึ่งในปีนี้อากาศเย็นนาน จึงเหมาะที่ต้นลิ้นจี่จะออกดอกในระดับดี ทำให้ชาวสวนส่วนใหญ่มีความหวัง เนื่องจากลิ้นจี่ค่อมสมุทรสงคราม เป็นผลไม้ที่ทำให้เกษตรกรมีรายได้เป็นกอบเป็นกำโดยลิ้นจี่ค่อม ถือเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของจังหวัดสมุทรสงคราม และยังได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ การันตีคุณภาพ โดยปัจจุบัน มีเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่ จำนวน 1,954 ครัวเรือน พื้นที่ปลูกรวม 5,160 ไร่ คาดว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดในช่วงกลางเดือนเมษายนนี้ 

"ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม ได้ลงพื้นที่ไปให้คำแนะนำในการดูแลต้นลิ้นจี่ช่วงออกดอก จนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิต รวมทั้งสร้างความเข้าใจร่วมกับเกษตรกรเกี่ยวกับข้อปฏิบัติในระหว่างที่กลุ่มผู้เลี้ยงผึ้ง นำผึ้งมาช่วยผสมเกสรลิ้นจี่ในพื้นที่ โดยขอความร่วมมือให้เกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่ หากมีความจำเป็นที่จะฉีดพ่นสารเคมีป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูลิ้นจี่ หลังวันที่ 20 มกราคม 66 ให้เลือกใช้กลุ่มสารเคมีที่ไม่เป็นพิษแก่ผึ้ง เช่น อะมิทราซ (สารกำจัดไรศัตรูพืช) กำมะถันผง (สารกำจัดไรศัตรูพืช) ฯลฯ" นายเข้มแข็งกล่าว