IRPC ตั้ง “Crisis War Room” พร้อมรับมือเศรษฐกิจโลก
โพสต์เมื่อ : 4 มิ.ย 2568 เวลา 5:16 น.
IRPC ตั้ง “Crisis War Room” พร้อมรับมือเศรษฐกิจโลก เดินหน้ากลยุทธ์เสริมแกร่งธุรกิจหลัก ต่อยอดลงทุนเมกะเทรนด์ หนุนผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษบุกตลาดอาเซียน

นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์การค้าโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน บริษัทฯ ได้จัดตั้ง “Crisis War Room” เพื่อติดตามสถานการณ์ เศรษฐกิจและตลาดอย่างใกล้ชิด ช่วงเศรษฐกิจมีความผันผวนสูง สามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว IRPC ได้วางแนวทางเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ โดยเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีระบบ พร้อมบริหารความเสี่ยงทางการเงินอย่างรอบด้าน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการลงทุนในอนาคต ผ่าน 2 กลยุทธ์หลัก คือ 1. Core Up Lift และ 2. Step Up & Beyond
1. กลยุทธ์ที่ Core Up Lift การยกระดับประสิทธิภาพการผลิต เสริมความแข็งแกร่งธุรกิจหลักด้านปิโตรเลียมและปิโตรเคมี โดยมีแนวทางดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่
-ความเป็นเลิศทางการค้า (Commercial Excellence) ธุรกิจปิโตรเลียม เพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายน้ำมันดีเซลในประเทศ รวมถึงขยายตลาดผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง เช่น น้ำมันดีเซลกำมะถันต่ำ (Low Sulfur Diesel) และ Jet A-1 เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น
-มุ่งขยายการผลิตกลุ่มผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty Portfolio) ธุรกิจปิโตรเคมี ให้ความสำคัญกับการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty Products) เช่น PP Phthalate free สำหรับผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และบรรจุภัณฑ์อาหาร เพื่อตอบโจทย์ของผู้ผลิตและผู้บริโภคที่ต้องการความปลอดภัย รวมทั้ง UHMWPE พลาสติกวิศวกรรม ที่มีความทนทานต่อการสึกหรอ ทนแรงกระแทกและเสียดสีสูง นำไปผลิตเป็น Battery Separator สายพานลำเลียง เฟือง อะไหล่และชิ้นส่วนของลิฟท์ เป็นต้น พร้อมเดินหน้าขยายตลาดสู่ประเทศที่มีศักยภาพในอาเซียน เช่น เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
-เพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน (Optimization & Competitiveness) ด้วยการบริหารต้นทุนในกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีทั้งในด้านราคาและความต้องการของตลาด มองหาโอกาสใหม่ โดยร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจคิดค้นพัฒนาเม็ดพลาสติกชนิดพิเศษและผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค
-บริหารจัดการสินทรัพย์ (Asset Management) บริหารจัดการที่ดิน รวมถึงแผนพัฒนาพื้นที่ในเขตประกอบการอุตสาหกรรมและท่าเรือไออาร์พีซี จ.ระยอง เพื่อรองรับการลงทุนและเสริมศักยภาพโลจิสติกส์ในอนาคต- การบริหารจัดการบริษัทในเครือ (Subsidiaries Management) ยกระดับการบริหารจัดการบริษัทในเครือ พร้อมมองหาโอกาสร่วมทุนกับพันธมิตร เพื่อเพิ่มมูลค่าหรือสร้างรายได้เพิ่ม
2. กลยุทธ์ Step Up & Beyond การขยายธุรกิจใหม่ ด้วยการต่อยอดความเชี่ยวชาญจากห่วงโซ่อุตสาหกรรมเดิม ร่วมลงทุนกับพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเน้นใน 5 กลุ่มธุรกิจเมกะเทรนด์ระดับโลก อาทิ ธุรกิจสีและสารเคลือบ ธุรกิจโรงพยาบาล และธุรกิจรีไซเคิล เป็นต้นจากสถานการณ์ความผันผวนของราคาพลังงาน มาตรการทางภาษีของประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงอุปทานที่ลดลง ตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงาน ในไตรมาส 1/2568 เปรียบเทียบกับไตรมาส 4/2567 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสุทธิ 62,224 ล้านบาท ลดลง 813 ล้านบาท หรือร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน
โดยมีสาเหตุหลักจากปริมาณขายลดลงร้อยละ 4 ขณะที่ราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น สำหรับธุรกิจปิโตรเลียมมีกำไรขั้นต้นจากการกลั่นตามราคาตลาด (Market Gross Refining Margin: Market GRM) ที่ลดลงจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเทียบกับราคาน้ำมันดิบดูไบ ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลงจากความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลงตามสภาวะเศรษฐกิจ และผลกระทบจากนโยบายทางการค้าของประเทศสหรัฐอเมริกาต่อประเทศคู่ค้า
