coverIRPC

IRPC มีแผนขายสินทรัพย์ ทั้งการขายที่ดินและการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐาน หวังช่วยให้กำไรของบริษัทกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง 

logo-irpc-1068x755

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เผยว่า IRPC มีแผนขายสินทรัพย์ที่เป็น non-core/ไม่มี synergy กับธุรกิจปัจจุบัน (คาดว่าจะเห็นความชัดเจน ภายใน 3-6 เดือนข้างหน้า) โดยบริษัทมีแผนลด unit cost ลงประมาณ 1.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ภายในปี 2570 จากการปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงานและการลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ส่วน Potential strategic partner ที่จะเข้ามาจะมาจากการขายหุ้นเพิ่มทุน (PTT จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่)

อย่างไรก็ตาม ส่วนต่างราคาปิโตรเคมียังคงมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง กดดันจากภาวะอุปทานล้นตลาด โดยแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 68 ยังคงอ่อนแอ จึงยังคงคำแนะนำ “ขาย”

ขณะที่ ความเห็นนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ท่ามกลางวัฏจักรขาลงของปิโตรเคมี IRPC มีแผนมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการจัดหาวัตถุดิบ ควบคุมค่าใช้จ่ายบุคลากร และลดปริมาณสต๊อกน้ำมันจาก 10 ล้านบาร์เรล เหลือ 7.5 ล้านบาร์เรล โดยมีแผนใช้อัตรากำลังการกลั่นของโรงกลั่น IRPC ที่ระดับ 1.90–2.10 แสนบาร์เรลต่อวัน จากกิจกรรมเหล่านี้ผู้บริหารคาดว่าจะสามารถเพิ่มความสามารถในการทำกำไรของบริษัทฯ ได้ประมาณ 1.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือ 2,000 ล้านบาทต่อปี ภายในปี 2570

นอกจากนี้ IRPC ยังมีแผนแปลงสินทรัพย์เป็นเงินสด เช่น การขายที่ดินและการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่าเรือและคลังสินค้า โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้กำไรของบริษัทกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างการมองหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดจุดอ่อน ผ่านความได้เปรียบด้านต้นทุนวัตถุดิบ หรือการขยายเข้าสู่ตลาดใหม่ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเพิ่มทุนใหม่ให้กับพันธมิตรรายนั้น โดยที่ PTT จะลดสัดส่วนการถือหุ้นลง แต่ยังคงถือหุ้นใหญ่ในบริษัทฯ ต่อไป

สำหรับเงินที่ได้รับจากการเพิ่มทุนจะถูกนำมาใช้ในการลดหนี้ในช่วงที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีอยู่ในวัฏจักรขาลง อย่างไรก็ตาม ประเมินว่ามีความเสี่ยงขาลงต่อประมาณการกำไรปี 68 เนื่องจากขาดทุนสุทธิในไตรมาส 1/68 คิดเป็น 37% ของประมาณการขาดทุนทั้งปี และคาดว่ากำไรในไตรมาส 2/68 จะยังคงขาดทุนต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ติดต่อกัน ดังนั้น จึงคงคำแนะนำ “ถือ” พร้อมให้ราคาเป้าหมายกลางปี 69 ที่ 0.94 บาท อิงจากค่า PBV ที่ 0.30 เท่า สำหรับปี 68-69 โดยความเสี่ยงหลัก คือ ราคาหุ้นที่จะเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้แก่พันธมิตรทางยุทธศาสตร์ ผลกระทบจากการลดสัดส่วนการถือหุ้น และมูลค่าเพิ่มที่ได้จากพันธมิตรรายใหม่ดังกล่าว